สมาคมยางใตัเสนอรัฐ เดินหน้ายุทธศาสตร์สวนยาง ดันราคาเกิน 60 บาทต่อกก.

เมื่อ 29 ส.ค. 2561 อ่าน 153 ครั้ง

สมาคมยางใตัเสนอรัฐ เดินหน้ายุทธศาสตร์สวนยาง ดันราคาเกิน 60 บาทต่อกก.

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตัวแทนสมาคมฯ และสภาเครือข่ายฯ จะขอพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อยื่นหนังสือพร้อมข้อเสนอการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สวนยางยั่งยืน เพื่อให้ใช้หลายมาตรการแก้ปัญหาวิกฤตราคายางตกต่ำให้เกินจุดคุ้มทุนที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) โดยมีเป้าหมายพื้นที่สวนยางยั่งยืน 7.8 ล้านไร่ภายใน 7 ปี หรือประมาณ 30% ของสวนยางทั้งประเทศ แบ่งเป็นสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 5 ล้านไร่ และสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ 2.8 ล้านไร่

“สำหรับระยะแรกภายในปี 2561 ให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สวนยางยั่งยืน ต่อมาระยะกลางปี 2562-2563 ให้รัฐบาลทำโครงการนำร่องสวนยางยั่งยืนในพื้นที่ทับซ้อนป่าไม้อีก 5 ล้านไร่ และเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 3 แสนครัวเรือนให้เสร็จเป็นรูปธรรม ส่วนระยะยาว 7 ปี ตั้งแต่ปี 2562-2568 ให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเพื่อการปลูกแทนแก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทยเพิ่มเติม 10,000 บาทต่อไร่ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรทำสวนยางยั่งยืน จากเดิมได้รับเงินสนับสนุนการปลูกแทนจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ไร่ละ 16,000 บาท มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรลดการทำสวนยางเชิงเดี่ยวปีละ 4 แสนไร่ ระยะเวลา 7 ปี รวม 2.8 ล้านไร่” นายสุนทรกล่าว

นายสุนทรกล่าวอีกว่า หากรัฐบาลรับข้อเสนอเพื่อปฏิบัติตามแผนงานที่กำหนด ภายใน 2 ปี จะมีสวนยางยั่งยืนของเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 5 ล้านไร่ เป็นการแก้ปัญหาสิทธิในที่ดินทำกินของเกษตรกรรายย่อย 3 แสนครัวเรือน และประเทศไทยจะมีพื้นที่ป่าไม้เศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 5 ล้านไร่ นอกจากนั้นผลผลิตยางของไทยหรือซับพลายยางจะลดลง 5 แสนตันต่อปี จะแก้ปัญหาราคายางตกต่ำเพื่อไปถึงเป้าหมายให้พ้นจุดคุ้มทุนที่ 60 บาทต่อกก. โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว แลกกับสิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายของเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์

“สำหรับการใช้งบประมาณปีละ 4,000 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 7 ปี ของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรชาวสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ เปลี่ยนสวนยางเชิงเดี่ยวเป็นการทำสวนยางยั่งยืน จำนวน 2.8 ล้านไร่ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และแก้ปัญหาวิกฤตยางพาราไทยที่ต้นเหตุ และจะได้ผลดีกว่านโยบายการแทรกแซงราคายางและการช่วยเหลือปัจจัยการผลิต เนื่องจากมีข้อสรุปแล้วว่านโยบายดังกล่าวล้มเหลวและเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ยั่งยืน” นายสุนทรกล่าว

ที่มา : https://www.prachachat.net/local-economy/news-210860

แสดงความคิดเห็นผ่าน Facebook

เข้าสู่ระบบสมาชิก